สื่อมวลชน

ผมไปเจอบทความนี้ในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง อยากให้ทุกคนลองอ่านดู

ผมอยากจะรีวิวหนังสือเกี่ยวกับอาวุธอีกชนิดหนึ่งซึ่งดูผิวเผินไม่น่าจะเกี่
ยวข้องอะไรกับความรุนแรง
แต่หากพินิจพิเคราะห์อย่างจริงจังแล้ว จะพบความจริงอันน่าตกใจว่า
มันถูกใช้เป็นเครื่องมือของการประหัตประหารหลายครั้งหลายคราวในประวัติศาสตร์มนุษยชา
ติ
และเมืองไทยเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ไม่ว่าจะนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อปี 2519
หรือที่กำลังเกิดขึ้น ณ วินาทีนี้ เกริ่นซะยาว ครับ
ผมกำลังจะพูดถึงสื่อมวลชนครับ

หนังสือที่อยากจะแนะนำให้ทุกคนได้อ่าน
หากสนใจว่าสื่อมวลชนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงอย่างไรคือ
หนังสือชื่อว่าสื่อมวลชนกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา (The Media and
the Rwanda Genocide, Pluto Press, 2007) มี Allan Thompson
นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนเป็นบรรณาธิการ รวบรวมบทความทั้งสิ้น 35
ชิ้นจากนักวิชาการชั้นนำ บวกกับสารจากโคฟี อันนัน
อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ

ทำไมรวันดา? ในปี ค.ศ. 1994
เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ขึ้นในรวันดา ประเทศเล็กๆ
ประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา ภายในช่วงเวลาเพียง 2 เดือน
ชาวทุตซี่ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในรวันดา (15 % ของประชากร)
ถูกฆ่าตายไปทั้งสิ้น 500,000 คน (มากกว่า 80% ของประชากรทุตซี่)
นับเป็นการสังหารหมู่ที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
นักสังเกตการณ์หลายคนเรียกมันว่า โฮโลคอสต์ ภาค 2 (Holocaust คือ
ชื่อเรียกการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวโดยระบอบนาซีในช่วงสงครามโกลครั้งที่สอง)
แน่นอนว่าบทบาทของสื่อมวลชนในการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงนั้นเป็นปรากฎการณ์ที
่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก
แต่รวันดาเป็นกรณีที่สะเทือนขวัญที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
เพราะสื่อมวลชนโดยเฉพาะสื่อวิทยุทำงานอย่างจริงจัง อย่างจงใจ
และเป็นระบบในการก่อให้เกิดการสังหารหมู่
เรียกว่ามีสำนึกรับผิดชอบอย่างสุดกำลังในการก่อความรุนแรง!
มันจึงกลายเป็นกรณีที่เป็นประจักษ์พยานหลักฐานอันเด่นชัดที่เผยให้เห็นโฉมหน้าอันน่า
สะพรึงกลัวและน่ารังเกียจของสื่อมวลชนในห้วงยามของความขัดแย้งทางการเมือง
ณ ปัจจุบัน รวันดากลายเป็นหมุดหมายอันสำคัญของประวัติศาสตร์
กลายเป็นกรณีศึกษาของนักวิชาการจากหลากหลายสาขาไม่ว่าจะเป็นด้านสื่อสารมวลชน
จิตวิทยา มนุษยวิทยา นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์
ที่ต้องการทำความเข้าใจศักยภาพและบทบาทของสื่อมวลชนกับความรุนแรงในโลกสมัยใหม่
เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นอีก

หนังสือเล่มนี้คือความพยายามอย่างเป็นระบบในการระดมเอนจีโอ
นักการทูต และนักวิชาการจากหลายสาขามาขบคิดเกี่ยวกับปัญหานี้
หนังสือแบ่งออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรก
ว่าด้วยบทบาทของสื่อในรวันดากับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ส่วนที่สอง
ว่าด้วยบทบาททั้งโดยตรงและโดยอ้อมของสื่อต่างประเทศกับโศกนาฏกรรมในรวันดา
ซึ่งทั้งเพิกเฉยไม่แยแสกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
อันเนื่องมาจากอคติทางเชื้อชาติ กับอคติทางการเมือง
ไม่เห็นว่าชีวิตของชาวแอฟริกันเผ่าหนึ่งในประเทศที่มีไม่ความสำคัญอะไรในเกมการเมือง
ระหว่างประเทศมีค่าควรแก่การ “เป็นข่าว” การเพิกเฉยต่อการทำหน้าที่รายงานสถานการณ์ในรวันดากลายเป็นตราบาปของสื่อต่างประเทศย
ักษ์ใหญ่ทั้งหลายมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนที่สาม เกี่ยวกับมุมมองและขอถกเถียงทางกฎหมายว่าด้วยกรณีความรับผิดชอบของสื่อมวลชนในฐานะผู
้ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง และส่วนที่สี่ว่าด้วยการปฏิรูปสื่อเพื่อนำไปสู่บทบาทอันสร้างสรรค์ในการระงับความขัด
แย้งและความรุนแรง

ด้วยเนื้อที่อันจำกัด
ผมจะไม่เล่ารายละเอียดว่าแต่ละบทความเสนอข้อถกเถียงอะไรบ้าง
ที่อยากจะทำคือ
นำเสนอเฉพาะข้อถกเถียงและข้อสรุปที่น่าสนใจและมีนัยสำคัญให้เรานำมาขบคิดเกี่ยวกับสถ
านการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองไทยขณะนี้

ข้อถกเถียงที่น่าสนใจในหนังสือเล่มนี้คือ
คำถามใหญ่ที่ว่าสื่อมีบทบาทในการก่อให้เกิดความรุนแรงจริงหรือไม่
เราประเมินบทบาทของสื่อสูงเกินจริงไปหรือเปล่า
บทความหลายชิ้นในหนังสือเล่มนี้เห็นค่อนข้างสอดคล้องกันว่า
ลำพังการโฆษณาชวนเชื่อของสื่ออย่างเดียวไม่อาจนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ
้นในรวันดา อย่างไรก็ตาม สื่อมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดสามประการในการทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและ
ลุกลามไปอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ

1.
สื่อแพร่กระจายความเกลียดชังอย่างตั้งใจ ผ่านคำพูด เพลงปลุกระดม คำขวัญ
และถ้อยคำหยาบคายที่จงใจทำให้คนกลุ่มหนึ่งในสังคมที่มีความคิดเห็นหรืออัตลักษณ์ที่แ
ตกต่างกลายเป็นศัตรูที่ต้องถูกกำจัดหรือกวาดล้าง
กระบวนการสร้างความเกลียดชังทำในสองรูปแบบหลักคือ
หนึ่งลดทอนความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้าม ในกรณีนี้ดีเจสถานีวิทยุ
Radio-Télévision Libre des Milles Collines (RTLM)
ซึ่งเป็นสถานีวิทยุเอกชน ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของผู้นำฮูตูขวาจัด
และมีบทบาทหลักในการยุยงปลุกปั่นความเกลียดชัง จนได้ฉายาอันอื้อฉาวว่า
“วิทยุแห่งความตาย” จงใจเรียกชาวตุดซี่ว่าเป็นแมลงสาบตลอดเวลา
เพื่อชี้ว่าชาวทุตซี่มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อหรือจิตวิญญาณเหมือนชาวฮูตู
เป็นขยะของสังคมที่ควรจะถูกกวาดล้างเพื่อทำให้สังคมบริสุทธิ์
เหมือนกำจัดแมลงสาบออกไปจากที่พักอาศัย (ฆ่าแมลงสาบไม่บาป)
นอกจากเทคนิคที่กดให้ฝ่ายตรงข้ามต่ำกว่าตนแล้ว เทคนิคอีกประการหนึ่งคือ
วาดภาพให้ฝ่ายตรงข้ามกลายเป็นยักษ์เป็นมารไปเสีย
ซึ่งก็เป็นการทำให้พวกเขาไม่ใช่มนุษย์มนาไปอีกแบบหนึ่ง คือ
ดูน่ากลัวเสียจนฝ่าย “พวกเรา” ต้องสามัคคีกันเพื่อกำจัด
มีการปลุกระดมผ่านสถานีวิทยุ RTLM
ว่าชาวทุตซี่มีแผนการจะสังหารหมู่ชาวฮุตูให้สิ้นซากไปจากประเทศ
และแปลงรวันดาให้กลายเป็นดินแดนของชาวทุตซี่แต่ลำพัง
เทคนิคประการที่สองนี้มุ่งสร้างให้เกิดความกลัวและตื่นตระหนกเสริมเข้าไปกับความเกลี
ยดชัง

2. สื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานในการลงมือก่อความรุนแรงระหว่างนักการเมืองหัวรุนแร
งกับเครือข่ายของพวกเขา
มีหลักฐานมากมายว่าสถานีวิทยุ RTLM
ไม่ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างที่ควรจะทำในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางการเมือง
แต่แปลงร่างตัวเองเป็นเครื่องมือของนักการเมืองเชื้อชาตินิยมขวาจัดในการโค่นล้มฝ่าย
ตรงข้าม
(รวมทั้งชาวฮูตูด้วยกันที่ไม่เห็นสอดคล้องกับแผนการณ์ของตน) ที่น่ากลัวคือ
ผู้ประกาศข่าวและเจ้าหน้าที่ของสถานีนี้ไม่เพียงแต่บิดเบือนข้อเท็จจริง
โกหกมดเท็จ และปั้นนำเป็นตัวเท่านั้น
แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการของการสังหารหมู่เลยทีเดียว
มีการประกาศรายชื่อชาวตุ๊ดซี่ที่เป็นเป้าหมายของการสังหารออกอากาศสด
นอกจากชื่อเสียงเรียงนาม
ดีเจประจำสถานียังให้ข้อมูลที่อยู่เสร็จสรรพว่าจะไปตามฆ่าคนเหล่านี้ได้ที่ไหน
รวมทั้งมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่ชาวตุดซี่ไปชุมนุมหรือหลบซ่อนอยู่
ข้อมูลจากองค์กรนานาชาติและนักวิจัยพบว่า รายชื่อบุคคลที่สถานีวิทยุ RTLM
ประกาศออกอากาศ ทุกรายถูกฆ่าตายให้หลังเวลาการออกอากาศไม่นาน
และสถานที่หลบภัยทั้งหลายถูกเผาทำลายและโจมตีอย่างแม่นยำหลังจากมีการประกาศผ่านสถาน
ีวิทยุ
เนื่องจากความแพร่หลายของสื่อวิทยุ
ซึ่งเป็นสื่อราคาถูกและเข้าถึงได้ง่ายที่สุดในสังคมรวันดา
ทำให้การประสานงานในการฆ่าดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพในขอบเขตทั่วประเทศ

3. สื่อทำหน้าที่ชี้นำสาธารณะให้เห็นว่าความรุนแรงเป็นทางออกและจำกัดทางเลือกของการแก้
ปัญหาอย่างสันติวิธี
บทบาทของสื่อในข้อนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง
ในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น
สื่อวิทยุบางสถานีและหนังสือพิมพ์บางฉบับในรวันดาจงใจชี้นำสาธารณะว่าความขัดแย้งที่
กำลังเกิดขึ้นเป็นการต่อสู้ระหว่าง
“พวกเรา-คนส่วนใหญ่” กับ “พวกเขา-คนส่วนน้อย”
เป็นการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว
และตอกย้ำว่าความรุนแรงเท่านั้นที่เป็นทางออกจากความขัดแย้งนี้
คำขวัญที่ถูกอ่านออกอากาศซ้ำแล้วซ้ำอีกในช่วงนั้นคือ เลือกเอาว่าคุณ
“จะฆ่าหรือจะเป็นฝ่ายถูกฆ่า” (to kill or to be killed)
โดยการชี้นำเช่นนี้ สื่อทำหน้าที่อันเลวร้ายสองอย่าง หนึ่ง
ไม่เปิดโอกาสให้สาธารณชนเข้าใจความประเด็นทางการเมืองในแบบอื่นๆ เลย
นอกจากการเมืองของสีขาวกับสีดำ เทพกับมาร
การตีกรอบปัญหาทางการเมืองเช่นนี้
ทำให้สังคมขาดวุฒิปัญญาและไม่พร้อมต่อการรับมือกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองในช่วงเปลี่
ยนผ่าน สอง สื่อทำหน้าที่เป็นโฆษกของความรุนแรงและโหมกระพือความแตกแยกในสังคมแทนที่จะเป็นสติให
้กับสาธารณชน

บทเรียนจากรวันดาคือ
สื่อในสังคมไหนๆ ก็สามารถเป็นอาวุธอันทรงประสิทธิภาพในการก่อความรุนแรงได้
เมื่อใดก็ตามที่มันยุติการทำหน้าที่ของการเป็นผู้รายงานข้อเท็จจริงและนำเสนอความเห็
นอันรอบด้านแก่สาธารณะ และแปลงตัวเองไปเล่นบทกระบอกเสียงของความเกลียดชัง

เราควรเข้าใจว่าในสังคมประชาธิปไตยใดก็ตาม
ความเห็นต่างทางการเมือง ความแตกต่างของอัตลักษณ์
กระทั่งความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เป็นเรื่องปกติของชีวิตทางสังคม
ข้อดีของสังคมประชาธิปไตยคือ การอนุญาติให้เราถกเถียงกัน
เห็นต่างกันได้อย่างสันติ โดยไม่ตีหัวกันหรือฆ่ากันเพื่อเอาชนะทางการเมือง
เปิดโอกาสให้เราเรียนรู้จากกันและกัน เและคารพซึ่งกันและกัน
ไม่เห็นอีกฝ่ายหนึ่งเป็นยักษ์มารผีสางหรือแมลงสาบ
สื่อมวลชนที่ดีในสังคมประชาธิปไตยคือ
สื่อที่ทำหน้าที่จรรโลงบรรยากาศและคุณค่าประชาธิปไตยเหล่านี้ให้ดำรงอยู่
ฉะนั้น สื่อต้องไม่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนอื่น
ไม่วางยาพิษให้กับสังคมด้วยการแพร่กระจายสารของความเกลียดชัง
ปฏิเสธการให้ความชอบธรรมกับความรุนแรง
และไม่ชี้นำให้เกิดความรุนแรงเสียเอง
น่าเสียดายและน่าเสียใจว่าสื่อรวันดาทำทุกอย่างตรงกันข้ามกับบทบาทที่สื่อที่ดีควรจะ
ทำ
ราคาของมันคือ ชีวิตของคนบริสุทธิ์ 500, 000 คน
ที่ไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้ บวกกับความโกรธ ความเกลียด
และความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างชาวทุตซี่กับชาวฮูตูที่ดำรงอยู่ในสังคมรวันด
าสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน

หากจะมีข่าวดีอย่างน้อยเพียงอย่างเดียวจากกรณีนี้คือ
ในปี ค.ศ. 2003 ศาลศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดา (International
Criminal Tribunal for Rwanda : ICTR)
ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยอาศัยข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ
ได้ตัดสินให้ผู้ประกาศสองคนของสถานีวิทยุ RTLM
และนักข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งมีความผิดฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพ
ันธุ์
นับเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง
(นับจากศาลนูเรมเบิร์กที่จัดตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อพิจารณาการสังหาร
หมู่ชาวยิว)
ว่า แม้สื่อมวลชนไม่ได้มีบทบาทเป็นผู้ลงมือฆ่าโดยตรง
หากทำหน้าที่ยุยงปลุกปั่นและชี้นำให้มีการใช้ความรุนแรง
ก็ต้องรับผิดตามกฎหมายต่ออาชญกรรมที่เกิดขึ้นด้วย

ผมเชื่อว่า ไม่มีใครอยากให้เกิดความรุนแรงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นอีกในสังคมไ
ทย
ไม่ว่าจะในรูปแบบใดหรือระดับใดก็ตาม เรามีบทเรียนมามากพอแล้ว
ทั้งที่เกิดขึ้นในสังคมอื่นและในสังคมเราเอง
ผมเชื่อด้วยว่าไม่มีใครอยากเห็นสื่อมวลชนไทยคนใดต้องตกอยู่ในฐานะอาชญากรอันเนื่องมา
จากการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงขึ้นในบ้านเมือง

แต่หากสังคมไทยโชคร้ายพอ
ที่มีสื่อมวลชนบางคน และสถานีวิทยุบางแห่งต้องการทำหน้าที่เป็น
คลื่นเสียงของความเกลียดชัง สังคมไทยควรต้องช่วยกันวิพากษ์และหยุดยั้ง
ก่อนที่เราจะเดินไปบนหนทางของโศกนาฎกรรม

This entry was posted in ข่าวสารและการเมือง. Bookmark the permalink.

1 則回應給 สื่อมวลชน

  1. Paworn Clover 說:

    เอามาจากไหนอ่ะเฮีย ใครเขียน เขียนดีมากๆ เลย

發表迴響

在下方填入你的資料或按右方圖示以社群網站登入:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / 變更 )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / 變更 )

Facebook照片

You are commenting using your Facebook account. Log Out / 變更 )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / 變更 )

連結到 %s