กระทรววงศึกษาธิการว่างจัดจริงๆ

ล้อมคอก นร.พังก์ ศธ.ออกกฎคุมทรงผม-สีผม
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 2 พฤษภาคม 2551 06:24 น.

ด้วยกลัวว่าเด็กไทยวัยเรียนจะนิยมเปลี่ยนสีผมตามแบบแฟชั่นญี่ปุ่น
กระทรวงศึกษาฯเตรียมออกกฎล้อมคอกทรงผมนักเรียน
หวั่นเด็กทำทรงผมพังก์-ย้อมหัวทองเต็มโรงเรียน ปลัด ศธ.เกรงมีกระแสต้าน
สั่งรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบคอบ ด้านผู้บริหารสถานศึกษายกมือหนุน
ชี้แฟชั่นทรงผม นักเรียนเป็นปัญหาหนักอก กระทบผลการเรียน
เพราะสนใจแต่ตามแฟชั่น

วานนี้ (1 พ.ค.) ที่โรงแรมรอยัลซิตี้
ปิ่นเกล้า นางจรวยพร ธรณินทร์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
กล่าวภายหลังการประชุมรับฟังความคิดเห็นร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ
ว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ… โดยมีผู้บริหารโรงเรียนทั้งรัฐและเอกชน
ผู้แทนนักเรียน รวมประมาณ 50 คน เข้าร่วมรับฟัง ว่า
ระเบียบดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ต้องออกตาม พ.ร.บ.เครื่องแบบนักเรียน
พ.ศ.2551 โดยจะได้รวบรวมระเบียบฯ
ว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียนที่มีอยู่เดิมทั้งหมด 4 ฉบับ ได้แก่ ระเบียบฯ
เครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนเอกชน เครื่องแบบสำหรับนักเรียนมุสลิม
เครื่องแบบสำหรับนักเรียนในภูมิภาค
และเครื่องแบบนักเรียนด้อยโอกาสไว้ด้วยกัน
รวมทั้งให้เพิ่มเติมในส่วนของเครื่องแต่งกายนักเรียนสังกัดสำนักคณะกรรมการส่งเสริมก
ารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ด้วย

นอกจากนั้น
ยังได้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มในระเบียบ
ให้สถานศึกษามีอำนาจพิจารณาลงโทษทางวินัยตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ
ว่าด้วยการลงโทษนักเรียน และนักศึกษาตามความเหมาะสม
ในกรณีนักเรียนหลีกเลี่ยงไม่แต่งเครื่องแบบนักเรียนตามที่สถานศึกษากำหนด
อาทิ ไม่แต่งกายชุดเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี ชุดกีฬา ชุดพื้นเมือง
ตามวันที่สถานศึกษากำหนด

“ที่ประชุมยังได้เสนอว่า
นอกจากที่จะกำหนดระเบียบในเรื่องของเครื่องแบบนักเรียนแล้ว
ทรงผมนักเรียนในขณะนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ
และต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาที่มากับยุคสมัย
โดยปัจจุบันนักเรียนส่วนใหญ่นิยมทำผมทรงพังก์ ทรงแฟชั่นญี่ปุ่น
โกรกผมสีทอง ซึ่งในอดีตเคยมีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132
กำหนดเรื่องทรงผมนักเรียนไว้ แต่เมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
มีผลบังคับใช้ ประกาศดังกล่าวก็ถูกยกเลิกไป
อีกทั้งในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการควบคุมความประพฤตินักเรียน
นักศึกษา ที่ออกตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
ได้มีการกำหนดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียนที่ต้องได้รับการควบคุม 9
ข้อ อาทิ กรณีหนีเรียน เสพยาเสพติด ชู้สาว ทะเลาะวิวาท
พร้อมทั้งได้มีการกำหนดมาตรฐานโทษไว้
แต่ก็ไม่มีการกำหนดในส่วนของการแต่งกาย
และทรงผมของนักเรียนนักเรียนว่าลักษณะใดที่ถือว่าไม่เหมาะสม” นางจรวยพร
กล่าว

นางจรวยพร กล่าวอีกว่า
ที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าควรให้มีการกำหนดลักษณะทรงผมที่เหมาะสมของนักเรียน
แต่จะให้มีการยืดหยุ่น ไม่ตึงจนเกินไป
ไม่ใช่ว่ากำหนดให้นักเรียนจะต้องตัดผมถูกระเบียบ หรือ “ทรงพวงมาลัย”
เพียงอย่างเดียว อาจจะอนุญาตให้มีระดับสั้น กลาง ยาวได้
โดยถ้าไว้ผมยาวก็ต้องถักเปียให้เรียบร้อย
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้คงต้องรับฟังความเห็นและพิจารณาให้รอบคอบ
เพราะที่ผ่านมา ศธ.ก็เคยพยายามออกแนวปฏิบัติในเรื่องของทรงผมนักเรียนแล้ว
แต่ก็มีกระแสคัดค้านไม่เห็นด้วย จึงได้ยกเลิกไป
ซึ่งก็เข้าใจดีว่าในสายตาครูอาจารย์เองก็อยากให้นักเรียนมีทรงผมเรียบร้อย
ในด้านผู้ปกครองก็อาจจะอยากให้โรงเรียนมีความยืดหยุ่น
ในขณะที่นักเรียนเองก็ต้องการความทันสมัย
ดังนั้นเรื่องนี้ต้องรับฟังความเห็นและดูกันทุกประเด็นรวมทั้งว่าจะเป็นปัญหาหรือกระ
ทบกับสิทธิมนุษยชนของเด็กหรือไม่ ทั้งนี้หากมีการกำหนดระเบียบในส่วนของทรงผมนักเรียน ก็จะมีผลบังคับทั้งในโรงเรียนรัฐและเอกชน

ปลัด
ศธ.กล่าวอีกว่า นอกจากนั้นในเป็นส่วนของ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก
ที่ได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ว่า โรงเรียนจะต้องมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
และมีระบบดูแลความปลอดภัยนักเรียนนั้น คงต้องมาทบทวนว่า
ในขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงไปมากควรจะมีมาตรการในการรับมือปัญหาที่เข้มข้นขึ้นอย่างไร
โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด ซึ่งพัฒนาไปจากเดิมมา อาทิ ยาเสพติดจากสูตร 4×100
เพิ่มเป็นสูตร 8×100 ดังนั้น
ควรที่จะมีการกำหนดแนวทางดูแลและกำหนดโทษเพิ่มขึ้นให้เหมาะสมกับยุคสมัยและทันต่อสถา
นการณ์หรือไม่
โดยเฉพาะในกรณีของเด็กบางกลุ่มที่ไม่สามารถเยียวยาแก้ปัญหาด้วยวิธีปกติ
คือ 1.กล่าวตักเตือน 2.ทำทัณฑ์บน 3.ตัดคะแนนความประพฤติ และ
4.ให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยเสนอให้มีการเพิ่มโทษขั้นที่ 5 คือ
พักการเรียน ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมปรับพฤติกรรม

นางจรวยพร
กล่าวอีกว่า นอกจากนั้น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รมว.ศึกษาธิการ
ยังมีแนวคิดในการจูงใจและกระตุ้นให้ครูสนใจปัญหาเด็กและเยาวชนมากขึ้น
อาจจะนำวิธีการของ ป.ป.ส.มาใช้ เช่น การปูนบำเหน็จ 2 ขั้น
ให้กับครูที่เสนอโครงการและมีผลงานที่ส่งเสริมศีลธรรมและความประพฤติเด็ก
เช่นเดียวกับที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ปปส.)
ปูนบำเหน็จ 2 ขั้นให้กับผู้ที่ทำความดีด้านการแก้ไขปัญหาเสพติด
อย่างไรก็ตามประเด็นนี้คงต้องมีการรับฟังความคิดเห็น ศึกษาความเป็นไปได้
และกำหนดแนวทางที่ชัดเจนเสนอให้ที่ประชุมองค์กรหลัก
ศธ.พิจารณาก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ต่อไป

ด้าน
นางนวลจันทร์ บุญอาจ ผู้ช่วยรองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล
โรงเรียนศึกษานารี กล่าวว่า
ปัญหาแฟชั่นทรงผมนักเรียนเป็นปัญหาของทุกโรงเรียนในขณะนี้
ซึ่งในอดีตกฎของโรงเรียนจะห้ามไม่ให้นักเรียนซอยผม
แต่ในปัจจุบันโรงเรียนหลายแห่งก็อะลุ้มอล่วยให้นักเรียนสามารถซอยผมบางๆ
ได้อยู่แล้ว แต่เมื่ออนุญาตแล้วก็ไม่สามารถควบคุมได้
นักเรียนมักจะมีทรงผมแปลกๆ
ที่รับอิทธิพลมาจากภายนอกมากเข้าจนโรงเรียนรับไม่ไหว
และต่อไปอาจจะมีผมทรงพังก์ ทำสีทอง เข้ามาในโรงเรียน นอกจากนั้น
ปัญหาแฟชั่นทรงผมของนักเรียนยังเป็นเรื่องที่กระทบต่อการพัฒนาคุณภาพของนักเรียนในหล
ายด้าน
เพราะนักเรียนจะมัวเสียเวลาไปกับการแข่งขันกันทำผมทรงใหม่ๆ
เพราะอยากให้ตัวเองทันแฟชั่นเหมือนคนอื่นๆ
จนไม่มีกระจิตกระใจเรียนหนังสือได้

น.ส.ชนกานต์ วิภูสมิทธ์
นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้คัดค้านหาก
ศธ.จะกำหนดระเบียบทรงผมนักเรียน แต่ควรยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับยุคสมัย
แม้ว่าผู้ใหญ่จะบอกว่าทรงผมมีผลกับการเรียนของนักเรียน
แต่ก็เชื่อว่าคงจะเป็นไปไม่ได้ถ้าจะห้ามไม่ให้เด็กทำผมตามแฟชั่นเลย
ดังนั้นถ้าจะมีการกำหนดจริงๆ ก็ต้องยืดหยุ่นกันบ้าง
และคงต้องขึ้นอยู่กับสำนึกของแต่ละคนด้วยว่าจะทำในระดับไหนที่ดูสวยงาม
แต่เคารพชุดนักเรียน นักศึกษาที่สวมใส่อยู่



คุณภาพของนักเรียนต่ำ??? โทษว่าเด็กเอาแต่สนใจแฟชั่นจนไม่สนใจการเรียน??? พวกผู้ใหญ่ไม่มีคุณภาพกันเองหรือเปล่า บทเรียนมีคุณภาพจริงหรือ? นักเรียนเป็นผู้เรียนหนังสือนะ ไม่ใช่นักโทษ ต้องมาถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ไม่ทราบว่าไอ้พวกผู้ใหญ่เหี้ยๆพวกนี้แม่งจะอยู่หลังเขาไปถึงไหนวะ สาด มีมันสมองก็คิดเอาเสียมั่ง นักเรียนทำผมเกี่ยวกับนักเรียนติดยาตรงไหน ไม่ทราบว่าการทำผมพังก์ เจาหู เจาะจมูก โกนผม โกนคิ้ว ทาลิปสติก ทาเล็บ เป็นการไม่ให้ความเคารพโรงเรียนตรงไหน นักเรียนมีหน้าที่ไปเรียนหนังสือ อาจารย์มีหน้าที่อบรมสั่งสอนให้ความรู้ ไม่ใช่พัสดีที่ต้องควบคุมนักโทษ หยุดทำโรงเรียนให้เป็นคุก!
About these ads
This entry was posted in 未分類. Bookmark the permalink.

3 則回應給 กระทรววงศึกษาธิการว่างจัดจริงๆ

  1. Paworn Clover 說:

    อ่านแล้วฮีทขึ้น >.< โมโหนะเนี่ย

  2. Jinnipar 說:

    จริงๆมันไม่น่ามีตั้งแต่ยูนิฟอร์มแล้วล่ะ – –
     
    เปลืองเงินเปล่าๆ แทนที่จะเอาเงินไปซื้อหนังสือ ต้องเอามาใช้ซื้ออะไรพวกเนี้ย

  3. Charles 說:

    เห็นด้วยกับจินนี่มากๆ จริงอยู่ที่ราคาเครื่องแบบไม่แพงถ้าเทียบกับเสื้อผ้าแฟชั่น แต่ว่าค่าซัก-รีดครั้งละ15บาท/ตัว(ผมรีดผ้าไม่เป็นครับ—และไม่ทราบว่ามันเป็นเรื่องที่จะต้องตายหรือถ้าชีวิตนี้ผมไม่รีดผ้า) กับเสื้อแฟชั่นสีสวย มีแบรนด์ระดับปานกลาง ตัวนึงอาจจะ500-1000บาท แต่ค่าใช้จ่ายที่ผมต้องใช้กับมันก็มีแค่ค่าไฟของเครื่องซักผ้า ค่าน้ำและค่าผงซักฟอก+น้ำยาปรับผ้านุ่ม(ไม่ต้องรีด) ผมคิดว่าซัก1000ครั้งยังไม่ถึง100บาท/ตัวเลยมั้ง คิดๆดีๆว่าอะไรมันคุ้มกว่ากัน

發表迴響

在下方填入你的資料或按右方圖示以社群網站登入:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / 變更 )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / 變更 )

Facebook照片

You are commenting using your Facebook account. Log Out / 變更 )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / 變更 )

連結到 %s